วันจันทร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ผลวิเคราะห์อุตสาหกรรมไทยมั่นใจศักยภาพแข่งขันรับอาเซียน

จากการวิเคราะห์ถึงศักยภาพของประเทศไทย พบว่ามีจุดแข็งที่สำคัญได้แก่
1. ประเทศไทยมีแรงงานที่มีทักษะฝีมือเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ
2. มีวัตถุดิบทางการเกษตรที่มีศักยภาพ ทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ และมีผลผลิตที่หลากหลาย เช่น ข้าว ยางพารา อ้อย ผักและผลไม้สด เป็นต้น
3. มีที่ตั้งเหมาะสมในด้าน การเป็นศูนย์กลางภูมิภาค ทำให้มีข้อได้เปรียบหลายด้าน โดยเฉพาะการขนส่ง และ
4. การคมนาคมขนส่งทั้งทางบกและทางอากาศครอบคลุมและรองรับได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ส่วนจุดอ่อนที่สำคัญมี 5 ข้อ ได้แก่ 
1. ภาคการผลิตของไทยยังมีประสิทธิภาพต่ำ เห็นได้จากข้อมูลการสำรวจปัจจัยในการแข่งขันทั้ง 4 ด้านที่สถาบัน IMD ได้ดำเนินการ สำรวจไว้
2. การขาดแคลนแรงงานจากค่านิยมเกี่ยวกับการทำงาน และการเรียนที่ผิดๆ โดยให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์มากกว่าการนำไปใช้จริง
3. การกระจุกตัวของพื้นที่อุตสาหกรรมทำให้เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางรายได้ และการอพยพแรงงานเข้ามาหางานทำในกทม. และปริมณฑล รวมทั้ง ในพื้นที่ภาคตะวันออก
4.อุตสาหกรรมหลักของประเทศยังต้องพึ่งพาเงินทุนจากต่างประเทศ และ
5. สินค้าอุตสาหกรรมยังมีการเชื่อมโยงวัตถุดิบจากภาคการเกษตรไม่มากนัก แม้ว่าภาคการเกษตรจะมีความสำคัญกับประเทศมาอย่างช้านาน
การศึกษาอุตสาหกรรมหลัก 12 กลุ่มของไทย ได้แก่ 
1. อุตสาหกรรมยานยนต์ ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ อันดับ 1 ของอาเซียน มีศักยภาพในการผลิตรถยนต์ที่มีความเฉพาะใน 3 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ รถปิกอัพ 1 ตัน รถยนต์ประหยัดพลังงาน หรืออีโคคาร์ และรถยนต์ขนาดเล็กคุณภาพสูง ซึ่งในส่วนของรถจักรยานยนต์ไทยมีการผลิตเป็นอันดับ 3 รองจากอินโดนีเซีย และเวียดนาม ดังนั้น หากเปิด AEC ไทยควรจะรักษาฐานการผลิตรถยนต์ขนาดเล็กที่มีคุณภาพสูง ฐานการผลิต
รถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่ และส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยออกไปตั้งฐานการผลิตยานยนต์ และชิ้นส่วนในอาเซียน
2. อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน ไทยยังมีศักยภาพในการแข่งขัน เนื่องจากเป็นฐานการผลิตอันดับ 1 ของอาเซียน อย่างไรก็ตาม หลังการเปิด AEC ไทยอาจได้รับผลกระทบจากการย้ายฐานการผลิตไปประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กรณีทีวีแอลซีดีของโซนี่ ที่ได้ย้ายฐานไปมาเลเซีย เนื่องจากมีต้นทุนในการขนส่งไปอินเดียที่เป็นตลาดหลักต่ำกว่า แต่ทั้งนี้ ไทยยังคงเป็นฐานการผลิตทีวีแอลซีดีของซัมซุง พานาโซนิก และแอลจี รวมทั้ง ยังรับจ้างผลิตให้กับอีกหลายแบรนด์ ขณะที่ เครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ เช่น เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น เครื่องซักผ้า ฯลฯ ยังมีแนวโน้มที่ดี
3. อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ไทยยังมีจุดแข็งในเรื่องแรงงานมีฝีมือเป็นที่ยอมรับ และมีระบบสาธารณูปโภคที่พร้อมแต่ยังมีปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ซึ่งการเปิด AEC คาดว่า เรื่องภาษีจะส่งผลต่ออุตสาหกรรมนี้ไม่มาก เพราะได้ทะยอยลดภาษีเป็น 0 เกือบหมดแล้ว อย่างไรก็ตาม ถ้ามองในแง่ของมาตรการส่งเสริมการลงทุน ไทยยังเสียเปรียบมาเลเซีย และสิงคโปร์ ที่ให้สิทธิประโยชน์ยืดหยุ่นกว่า โดยแนวโน้มการ อยู่รอดของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ จะต้องส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง และใช้เทคโนโลยีชั้นสูง
4. อุตสาหกรรมเหล็ก ไทยมีศักยภาพในอันดับต้นๆ ของอาเซียน เนื่องจากเป็นตลาดที่ใหญ่ และยังมีโอกาสขยายตลาดในอาเซียนได้อีกมาก แต่มีจุดอ่อนในเรื่องการพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าจากต่างประเทศ ไม่มีโรงถลุงเหล็กต้นน้ำ ซึ่งหลังจากเปิด AECแล้วความน่าสนใจในการลงทุนอุตสาหกรรมนี้อาจด้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้านที่ มีการลงทุนเหล็กต้นน้ำ
5. อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ ไทยมีจุดแข็งเรื่องฝีมือแรงงาน โดยมีความเชี่ยวชาญในเรื่องการปรับปรุงคุณภาพพลอย มีจุดอ่อนในเรื่องแรงงานมีฝีมือมีแนวโน้ม ลดลง เพราะคนรุ่นใหม่หันไปทำงานด้านอื่น และขาดแคลนวัตถุดิบภายในประเทศต้องนำเข้าถึง 90% แต่ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบในอาเซียนไทยยังคงมีศักยภาพการแข่งขันสูงกว่า ซึ่งเมื่อเปิด AECจะทำให้ไทยมีแหล่งวัตถุดิบเพิ่มขึ้นจากประเทศเพื่อนบ้าน
6. อุตสาหกรรมสิ่งทอ ไทยมีจุดเด่นในเรื่องขีดความสามารถในการผลิตครบวงจร เป็นฐานการผลิตใหญ่ในอาเซียนรวมทั้ง ประเทศกัมพูชา พม่า และเวียดนาม ต่างก็ยังพึ่งพาสินค้ากลางน้ำจำพวกผ้าผืนจากไทย ดังนั้นเมื่อเปิด AEC จะเป็นผลดีเนื่องจาก ประเทศเพื่อนบ้านและเวียดนามมีอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มที่เติบโตอย่างรวด เร็ว แต่ยังขาดแคลนอุตสาหกรรมต้นน้ำและกลางน้ำ จึงต้องนำเข้าวัตถุดิบ ทำให้เป็นโอกาสของไทย ในการขยายตลาดในอาเซียน
7. อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม ไทยมีความได้เปรียบและความพร้อมในเรื่องคุณภาพการผลิตที่ปราณีต แต่มีจุดอ่อนเรื่องต้นทุนแรงงาน ดังนั้น การเปิด AEC จะเป็นโอกาส ในการออกไปตั้งฐานการผลิตในสินค้า ปลายน้ำในประเทศเพื่อนบ้านที่มีต้นทุนแรงงานต่ำ และยังสามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี (GSP) ของประเทศเพื่อนบ้านในการส่งออกไปยังยุโรป และสหรัฐฯแต่ผู้ประกอบการ จะต้องพัฒนาแบรนด์ และเพิ่มการออกแบบ เพื่อให้แข่งขันในตลาดสากลได้
8. อุตสาหกรรมเม็ดพลาสติก ไทยมีจุดแข็งเมื่อเทียบกับประเทศในอาเซียน เพราะมีกำลังการผลิตมากที่สุดในภูมิภาคการเปิด AEC ลดภาษีเป็น 0% ไทยจะส่งเม็ดพลาสติกเข้าไปขายได้มากขึ้น โดยเฉพาะประเทศที่มีอุตสาหกรรมต้นน้ำไม่เพียงพอ เช่น อินโดนีเซีย แต่อินโดนีเซียก็มีมาตรการกีดกันทางการค้าในเม็ดพลาสติก PET จากไทย ดังนั้น หากขจัดอุปสรรคนี้ได้ก็จะทำให้มีการส่งออกมากขึ้น
9. อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์พลาสติก มีส่วนแบ่งการตลาดในอาเซียนเป็นอันดับ 3 รองจากสิงคโปร์ และมาเลเซีย โดยมาเลเซียเป็นคู่แข่งที่น่ากลัว เนื่องจากมีต้นทุนวัตถุดิบ พลังงาน โลจิสติกส์ และแรงงาน ต่ำกว่าไทย รวมทั้งยังมีการเชื่อมโยงคลัสเตอร์พลาสติกที่ดีกว่า ซึ่งเมื่อเปิด AEC อุตสาหกรรมนี้ จะขยายตัวตามเศรษฐกิจ ประกอบการไทยสามารถส่งไปยังประเทศเพื่อนบ้านได้มากขึ้น ยกเว้นเวียดนามที่เป็นตลาดของมาเลเซีย
10. อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยาง ประเทศไทยมีจุดเด่นในเรื่องการส่งออกวัตถุดิบยางธรรมชาติเป็นจำนวนมาก ทำให้อุตสาหกรรมนี้ของไทยมีศักยภาพ และความสามารถในการแข่งขันโดยเฉพาะยางล้อที่เติบโตอย่างมาก แต่ขณะเดียวกันประเทศลาว และเวียดนามได้ขยายการส่งออกยางมากขึ้นทำให้อัตราการเติบของไทยลดลง และไทยยังประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ดังนั้น จึงต้องเร่งผลิตบุคลากรทุกระดับ รวมทั้งเพิ่มการวิจัยและพัฒนา เพิ่มส่งเสริมให้เกิดการใช้เทคโนโลยีในการผลิต และการวิจัยสร้างนวัตกรรมในอุตสาหกรรมยาง
11. อุตสาหกรรมเครื่องสำอางและเครื่องประทินผิว ไทยมีจุดเด่นในเรื่องคุณภาพสินค้าที่ดีกว่าจีน และยังเป็นทำเลที่เหมาะต่อการเป็นศูนย์กลางกระจายสินค้าในอาเซียน และยังมีความหลากหลายของสมุนไพรที่ใช้เป็นวัตถุดิบ แต่การเปิด AECจะทำให้ผู้ประกอบการSMEsต้องปรับตัว เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เพราะจะมีคู่แข่งมากขึ้น
12. อุตสาหกรรมอาหาร เป็นอุตสาหกรรมที่ไทยมีความเข็มแข็งมาก สิ่งที่ต้องระวังคือ ปัญหาการขาดแคลนแรงงานเนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานสูงและมีสภาพแวด ล้อมการทำงานที่ไม่จูงใจ ดังนั้น รัฐบาลควรมีนโยบายชัดเจนในเรื่องการเอื้อประโยชน์ต่อนักลงทุน เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพ การลดต้นทุนการผลิต การสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา เพื่อลดการพึ่งพาแรงงาน
ที่มา : เปิดผลวิเคราะห์อุตสาหกรรมไทยมั่นใจศักยภาพแข่งขันรับAEC (วัชระ ปุษยะนาวิน)

วันจันทร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ที่สุดแห่งงานพับ งานพันช์ พร้อมงานซ่อมบำรุงที่ครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือหนึ่ง มือสอง คุณซื้อที่ไหนมา เราพร้อมจะดูแล เครื่องจักรของคุณ ตัวแทนจัดจำน่ายเครื่องพันช์ เครื่องพับ จากญี่ปุ่น ภายใต้แบรนด์ MURATA หนึ่งเดียวในประเทศไทยที่พร้อมงานซ่อมงานติดตั้ง 
ไอไอที กรุ๊ป ชื่อเดียวรับรองไม่ผิดหวังครับ

สนใจปรึกษาและสอบถามได้ที่ เอกชัย ไอไอที กรุ๊ป 084-7711559 / id line jame310140 หรือ www.iitgroup.in.th
เราพร้อมให้บริการ คำแนะนำ ปรึกษา เกียวกับ เครื่องพันช์ เครื่องพับ เครื่องตัด เครื่องปั้ม Turret Punch Press Murata Mutatec
การกำหนดองศาของ Tool เพื่อการใช้การอย่างถูกต้องตรงกับความต้องการ (Tool angle definitions)

นอกจากการเจาะงานที่เป็นรูกลมแล้วนั้น สำหรับ Punch/ Die ที่เป็นลักษณะอื่นๆ เช่น สี่เหลี่ยมผืนผ้า สี่เหลี่ยมจัตุรัส
รูปสามเหลี่ยม รูสลอท เป็นต้น
รูปร่างเหล่านี้ยังสามารถวางทำองศาได้หลากหลายเพื่อการใช้งานที่แตกต่างกันออกไป ทีนี้การวางองศาอย่างไรให้ถูกต้องนั้น
เราจะจัดองศาให้ Punch/ Die ตามหลักดังต่อไปนี้

เมื่อเรามองชิ้นงานจากด้านบนตรงๆ องศาที่ได้จะเป็นดังภาพ

ตัวอย่างการวางองศาในมุมต่างๆ เช่น
ใช้ภาพการจัดวางองศาประกอบ เมื่อต้องจัดวางองศาทูลรูปร่างพิเศษ เพื่อป้องกันความผิดพลาด

#MURATATOOL #MURATEC #TPP #TURRETPUNCHPRESS
สนใจปรึกษาและสอบถามได้ที่ เอกชัย ไอไอที กรุ๊ป 084-7711559 / id line jame310140 หรือ www.iitgroup.in.th

เราพร้อมให้บริการ คำแนะนำ ปรึกษา เกียวกับ เครื่องพันช์ เครื่องปั้ม Turret Punch Press Murata 



 
Tooling ที่ใช้สำหรับ Turret Punch Press แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่
- Weidemann tool
- Spring tool

เราจะมาทำความรู้จักกับ MU Tool ของ MURATA

MU Tool คืออะไร?







MU Tool เป็น tools ที่ใช้เฉพาะเครื่อง Turret Punch Press ของ MURATEC โดยโครงสร้างมาจาก Spring tool
มีโครงสร้างที่เรียบง่าย ชุด Guide และ Stripper สามารถแยกส่วนออกจากกันได้ และง่ายต่อการปรับความสูง-ต่ำของ Tools โดยไม่ต้องอาศัยเครื่องมือใดๆ




MU Tool แยกออกเป็น Size ต่างๆกันดังนี้
- 1/2" (A)
- 1-1/4" (B)
- 2" (C)
- 3-1/2" (D)
- 4-1/2" (E)






#MURATA #MUTOOL #SPRINGTOOL #IITGROUP #TOOLING


สนใจปรึกษาและสอบถามได้ที่ เอกชัย ไอไอที กรุ๊ป 084-7711559 / id line jame310140 หรือ www.iitgroup.in.th

เราพร้อมให้บริการ คำแนะนำ ปรึกษา เกียวกับ เครื่องพันช์ เครื่องปั้ม Turret Punch Press Murata 


คุณรู้หรือไม่ ทำ PM กับ IIT ดีกว่าที่อื่นอย่างไร ???
ดีอย่างไรมาลองดูและพิจารณากันครับ
1. รับประกันการบริการนานถึง 12 เดือน โดยเข้าทำการ PM 2ครั้ง/ปี โดยทุกๆครั้งที่เข้าทำการ PM วิศวกรจะแนะนำปัญหาของเครื่องจักรที่ทำการตรวจพบ หากต้องมีการแก้ไขเปลี่ยนอะไหล่เรายินดีเปลี่ยนให้ฟรีไม่มีค่าบริการ (ไม่รวมค่าอะไหล่) 
2. IIT มีวิศวกรผู้ชำนาญงานเครื่องจักรกลและประสบการณ์ในการทำงานอย่างมากมาย และวิศวกร IIT ก็ได้รับการเดินทางไปอบรมดูงานและร่วมการทำงานกับวิศวกรในต่างประเทศ อาทิเช่น ประเทศญี่ปุ่น ประเทศไต้หวัน และประเทศจีน
3. หากเครื่องจักรของลูกค้ามีปัญหา IIT เรามี 60 Mins Quick Call Service รับประกันเพื่อแก้ไขปัญหาให้ท่านอย่างทันท่วงที
4. IIT มีใบตรวจเช็คเครื่องจักรทุกครั้งที่ทำงาน PM คือใบInspection Sheet เพื่อตรวจสอบจุดต่างๆของเครื่องจักรพร้อมรายละเอียดของงาน PM
5. ทุกๆครั้งที่วิศวกร IIT เข้าไปทำงาน PM จะมีเอกสาร Service Report พร้อมอธิบายการทำงานรวมถึงปัญหาและแนวทางแก้ไข้อย่างละเอียดเพื่อให้เครื่องจักรของท่านพร้อมใช้งานอย่างต่อเนื่อง
รู้อย่างงี้แล้วจะรอช้าอยู่ทำไมครับรีบให้เราไปช่วยดูแลรักษาเครื่องจักรของท่านเลยสิครับเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานเครื่องจักรของท่านไม่ให้สะดุด เพิ่มผลผลิตและใช้งานได้ยาวนาน
เรามีโปรแกรมเครื่องจักร Manual และ CNC ลองโทรมาสอบถามกันได้ครับ
ติดต่อ IIT GROUP เบอร์โทร 02-195-7347- 49 
หรือ 
www.iitgroup.in.th
"มองหาคุณภาพงานซ่อมเครื่องจักร เจาะจง 
IIT GROUP"
ที่ไหนซ่อมไม่จบบริการไม่ถูกใจ ลองเรียกใช้ 
IIT GROUP ชื่อนี้ไม่ผิดหวังครับ 







สินค้า DRO & LINEAR SCALE 
BAND : 
SINO

สินค้ามีสต๊อกพร้อมติดตั้งให้กับลูกค้าทุกท่านที่สนใจไม่ว่าจะเป็นเครื่องจักรประเภทไหนเรายินดีบริการติดตั้งพร้อมรับฟังความต้องการของลูกค้า ราคาไม่แพงนะครับลองสอบถามเข้ามาก่อนนะครับ สินค้าเรามีสต๊อกทุกขนาด
IIT GROUP รับซ่อมแซมเครื่องจักรทุกชนิด ทั้งระบบแมนนวล และระบบ CNC พร้อมรับประกันงานซ่อม ต้องการแก้ไขปัญหาเครื่องจักร
ติดต่อ IIT GROUP 
เบอร์โทร 02-195-7347- 49 
หรือ www.iitgroup.in.th 



การทำงานของเครื่องตัดพลาสม่า 




ที่จริงเครื่องตัดพลาสม่ามีระบบการทำงานหลักๆอยู่ 2 ชนิด คือ
1.High voltage charge without pilot terminal and with pilot
2.Pilot Arc or hot start (Tafimate)

โดยวันนี้จะขอกล่าวเรื่อง
หลักการทำงานของเครื่องตัดพลาสม่า แบบ High voltage charge without pilot terminal
  อาศัย หลักการชาร์จแก๊สหรือลมให้เปลี่ยนสถานะเป็นพลาสม่าด้วยแรงดันไฟฟ้าที่สูง เพื่อทำให้อนุภาคของแก๊สแตกตัวเป็นไอออไนต์ ที่สามารถนำกระแสไฟฟ้าได้หรือให้ไอออไนต์เป็นทางเดินของกระแสไฟฟ้านั่นเอง โดยในช่วงเริ่มต้นเมื่อลมหรืแก๊สผ่านหัวตัดออกไปสู่ภายนอก โดยให้มีระยะที่ คอนแทคทิป ห่างจากชิ้นงานได้มากที่สุดไม่เกิน 0.3 มิลลิเมตร

โดย ที่ชิ้นงานจะต้องทำตัวเป็นขั้วบวก(หรือขั้วไฟฟ้ากระแสนิยมเนื่องจากต้องการ ให้บริเวณชิ้นงานรับประจุลบเพื่อเพิ่มอุณหภูมิให้ชิ้นงานมีความร้อน 70%)ต่อมาเมื่อกดสวิตช์ครั้งแรกแรงดันที่สูงระดับ 2-4kV จะ ไหลผ่าน คอยล์โช้คแรงดันสูงเหนี่ยวนำมายังขั้วลบของเครื่องตัด เพื่อให้เกิดการชาร์จลมหรือแก๊สเป็นพลาสม่านำกระแสให้ไหลผ่านครบวงจรกับชิ้น งานที่เป็นโลหะ ลมที่เปลี่ยนสถานะเป็นพลาสม่าและมีกระแสไหลผ่านในปริมาณที่มากจะมีความร้อน สูงขนาด 3300 องศาเซลเซียสเป็นอย่างน้อย ทำหน้าที่ละลายโลหะที่แข็งให้กลายเป็นของเหลวและถูกเป่าออกไปด้วยแรงลมจาก สายตัดทำให้สามารถตัดโลหะได้ขาด การอาร์คจะถูกควบคุมให้คงที่ด้วยแรงดันขณะอาร์ค ประมาณ 300 โวลต์ ส่วนแก๊ปที่เอาไว้ให้แรงดันสูงกระโดดนั้นจำเป็นต้องมีไว้เพราะรักษาธรรมชาติ ของแรงดันที่สูง ที่มันต้องการหาช่องว่างที่เหมาะสมกับขนาดแรงดันของตัวมันเองเป็นทางผ่านให้ ไหลครบวงจร ซึ่งมันมีความสำคัญในการเริ่มต้นอาร์ค ซึ่งระยะที่เปลี่ยนแปลงไปจะทำให้การอาร์คแปรเปลี่ยนด้วยอาจจะเริ่มต้นอาร์ คช้าเกินไป หรือไม่เกิดการอาร์คขึ้นเลย ถ้าปรับระยะแก๊ปได้เหมาะสมการอาร์คจะง่ายและรุนแรง(มีพลัง)